ใครได้ประโยชน์จากมาตรการอุ้มโทรคมนาคม

บทสัมภาษณ์ในคอลัมน์รู้ลึกกับจุฬา นสพ.คมชัดลึก 9 พ.ค. 2562

เมื่อเร็วๆ นี้ มีคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 4/2562 ออกมาเรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม สืบเนื่องมาจาสภาพปัญหาการแข่งขันทางธุรกิจ ทำให้ชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตไม่ทันกำหนด
รายละเอียดของคำสั่ง คสช. ระบุไว้ว่าให้ผู้ที่ประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ที่ชำระค่าประมูลตามกรอบเวลาเดิมไม่ได้ สามารถยื่นหนังสือถึงสำนักงาน กสทช. พิจารณาแบ่งชำระเงินออกเป็นสิบงวดได้ นอกจากนี้ยังอนุญาตให้ฝั่งผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลคืนใบอนุญาตได้ และไม่ต้องชำระเงินค่างวดเพิ่มอีกต่อไป
ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ที่ปรึกษาอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ประเด็นสำคัญอีกอันหนึ่งของคำสั่งนี้คือการจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz ซึ่งเป็นย่านความถี่ต่ำเหมือนกับย่าน 900 MHz มีคุณสมบัติครอบคลุมพื้นที่ได้กว้าง และเหมาะสำหรับนำมาใช้กับอุปกรณ์ IoT หรือ Internet of Things
ทั้งนี้มาตรา 44 ที่มีการบังคับใช้ ยังกำหนดให้ผู้ประกอบการที่จะยื่นขยายเวลาชำระเงินต้องเข้ารับการจัดสรรคลื่นความถี่ 700 MHz ด้วย หากผู้ประกอบการไม่พอใจเงื่อนไขก็ไม่สามารถรับสิทธิ์ได้ มีการประเมินว่ารัฐบาลจะได้เงินมากกว่า 75,000 ล้านบาท ซึ่งจะนำเงินที่ได้ไปช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลอีกทีหนึ่ง
“ประเด็นก็คือข้อความมันระบุไว้ว่าบังคับให้มีการจัดสรรแก่ผู้ประกอบการรายเดิมทั้ง 3 รายที่ผ่านมาธุรกิจเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์มือถือเป็นธุรกิจที่มีการลงทุนสูง รายใหม่ๆ เข้ามาไม่ได้ เลยคิดว่าความถี่ 700 MHz นี้อาจจะดึงผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาได้หากเปิดให้มีการประมูล แต่ถ้าจัดสรรแก่รายเดิมเท่านั้นก็ปิดโอกาสที่จะดึงผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามา”
อย่างไรก็ตามการให้สิทธิ์เลื่อนเวลาการชำระเงินพร้อมกับได้รับคลื่นความถี่ 700 MHz คงยังไม่ตอบโจทย์ความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการยกระดับเทคโนโลยีไปสู่ 5G อย่างรวดเร็ว ตามที่มีการชี้แจงจาก กสทช. เนื่องจากขณะนี้บริการ 5G จะอยู่บนคลื่นความถี่ 3.5 GHz หรือช่วง 26-28 GHz
“ผมเข้าใจว่าเขามีเจตนาดีคือรัฐมีนโยบายต้องการพาประเทศไทยไปสู่ยุค 4.0 ต้องมี 5G ใช้นะ แต่ปัจจุบันเรายังไม่มีอุปกรณ์รองรับในย่านความถี่ 700 MHz เลย ยังไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องรีบจัดสรรคลื่นในย่านนี้”
อาจารย์สุพจน์ชี้ว่า การใช้มาตรา 44 ของ คสช. เป็นเครื่องมือสะท้อนว่าที่ผ่านมาการบริหารทีวีดิจิทัลและกิจการโทรคมนาคมไม่ดีเท่าที่ควร ทั้งจากตัว กสทช. ที่วางกฎระเบียบไม่ชัดเจนรวมถึงปัญหาบางประการที่เกิดจากการกำกับดูแลไม่ชัดเจน
“สิ่งที่เกิดขึ้นกับทีวีดิจิทัลคือโครงข่ายไม่พร้อม จัดสรรช่องสัญญาณไปแล้วแต่ไม่ได้ดูแลความพร้อมไปด้วยกัน เลยต้องมานั่งชดเชยทีหลัง ส่วนในมุมโทรคมนาคมไม่ต้องอุ้มก็จริงเพราะไม่ได้เดือดร้อนเท่าทีวี แต่ก็มีปัญหาตอนประมูลคลื่น 900 MHz ที่มีคนปั่นราคาทำให้ราคาสูงเกิน สร้างภาระให้กิจการโทรคมนาคม”
ขณะเดียวกันการจัดสรรคลื่นความถี่ 700 MHz ตามเงื่อนไขของกิจการที่ต้องการเลื่อนชำระเงินเป็นงวดมีการระบุเพิ่มเติมว่าหากกิจการใดไม่ต้องการเลื่อนชำระเงินก็ไม่ต้องรับสิทธิ์จัดสรรคลื่น 700 MHz และจะนำคลื่นที่เหลือไปจัดประมูลใหม่
“สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ กสทช. ต้องหาทางควบคุมให้การประมูลสะท้อนความเป็นจริง ไม่ใช่ได้ราคาที่สูงเกินไป หากกังวลว่าจะมีคนมาดันราคาเหมือนสมัยตอนประมูลคลื่น 900 MHz ก็ควรมีมาตรการที่ออกแบบ หรือป้องกัน เช่น เรียกหลักประกันทรัพย์สินของผู้ประมูล หรือปรับปรุงวิธีการประมูลให้ดีขึ้น มีมาตรฐานที่สูงขึ้น”
อาจารย์สุพจน์ระบุอีกว่า ในอีกแง่หนึ่งการใช้มาตรา 44 เข้ามาจัดการปัญหาทางโทรคมนาคมและกิจการทีวีดิจิทัลก็มีประโยชน์ในการกำกับดูแลการปรับปรุงการใช้คลื่นความถี่ (Spectrum Refarming)ได้ง่ายขึ้น
“ประเด็นเรื่องการชดใช้ชดเชย กรณีที่ให้ทีวีดิจิทัลเปลี่ยนการใช้คลื่นความถี่จากย่าน 700 MHz ไปย่านความถี่อื่น ต้องมีการชดเชยให้ ซึ่งกฎหมายฉบับเดิมไม่ได้มีการพูดถึงอย่างชัดเจน แต่พอมีคำสั่ง คสช.ซึ่งระบุส่วนนี้ไว้ ก็ทำให้ทำงานสะดวกมากขึ้นได้เช่นกัน”
ล่าสุดตัวแทนผู้บริหารค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ทั้ง 3 แห่งยังมีท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้และยังไม่ให้คำตอบที่ชัดเจนว่าต้องการได้รับสิทธิ์ยืดเวลาจ่ายเงินคลื่น 900 MHz ซึ่งจะต้องตามมาด้วยการรับการจัดสรรคลื่น 700 MHz ตามไปด้วยหรือไม่ คงต้องจับตาดูต่อไปว่าอะไรจะเกิดขึ้น

———————-ล้อมกรอบต่อท้าย————————–
หมายเหตุกองบรรณาธิการ – บทความชิ้นนี้ เรียบเรียง ปรับปรุงเนื้อหาเพิ่มเติมจากบทความเรื่อง ม.44 อุ้มโทรคมนาคมจริงหรือ ในคอลัมน์รู้ลึกกับจุฬาเมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อให้ถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

Advertisements

กสทช. กับการจัดสรรคลื่นความถี่ในกิจการโทรคมนาคม

การประมูลคลื่น 900 MHz เมื่อปลายปีที่ผ่านมา สร้างความประหลาดใจให้แก่วงการโทรคมนาคมเป็นอย่างมาก หลังการแข่งขันประมูลอย่างดุเดือดยาวนานถึง 4 วัน  ผลปรากฎว่า TRUE และ JAS ชนะการประมูลได้คลื่น 900 MHz ไปครอบครอง ด้วยมูลค่าการประมูลรวมกันสูงถึงกว่า 1.5 แสนล้านบาท กสทช. สรุปผลประมูลทันทีว่า การประมูลเป็นไปอย่างโปร่งใส มีการแข่งขัน และทำให้ได้เงินเข้ารัฐจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม โอกาสที่จะได้เห็นผู้เล่นรายใหม่อย่าง JAS เข้าสู่สมรภูมิ 4 จี เป็นอันต้องหมดไป เมื่อแจสทิ้งคลื่น ไม่ชำระเงินงวดแรกพร้อมวางหลักประกันภายในเวลาที่กำหนด หลังจากนั้น กสทช. ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อเรียกค่าเสียหายจากแจส และวางแผนประมูลคลื่นใหม่ โดยใช้ราคาตั้งต้นเท่ากับราคาที๋ JAS ประมูลได้ไป และไม่อนุญาตให้ TRUE ซึ่งได้คลื่นในย่าน 900 MHz ไปแล้วเข้าร่วมประมูลในรอบใหม่เพราะอาจเกิดการผูกขาดคลื่นในย่านดังกล่าว

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง AIS ยื่นข้อเสนอ ต่อ กสทช. ว่ายินดีจะรับ”เซ้ง” คลื่นต่อจาก JAS ในราคาที่แจสประมูลได้ไป  ซึ่ง TDRI เองก็ออกมาเห็นด้วยกับการที่จะให้ AIS ได้รับคลื่นต่อจาก JAS ไปโดยไม่ต้องประมูลหากไม่มีผู้สนใจรายอื่น  กสทช. ไม่ตัดสินใจในเรื่องนี้แต่ส่งเรื่องต่อให้รัฐบาล ในที่สุด คสช. ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งให้มีการจัดประมูลรอบใหม่ในวันที่ 27 พฤษภาคม โดยเริ่มที่ 75,654 ล้านบาท พร้อมกับให้ TRUE มีสิทธิเข้าร่วมประมูลด้วย

คำถามก็คือ เกิดอะไรขึ้นกับ กสทช. นักวิชาการ และผู้เกี่ยวข้อง ที่มีการเปลี่ยนแปลงแนวคิดในการจัดสรรคลื่น 900 MHz ไปมาอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น  ที่สำคัญกว่านั้น ทำไม กสทช.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ และนักวิชาการที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปสื่อด้วยการจัดตั้งองค์กรอิสระอย่าง กสทช. กลับต้องอาศัย “อำนาจพิเศษ” ในการจัดการแก้ปัญหาที่เกิดจากการประมูล Continue reading

ฤาแอปเปิ้ลจะสิ้นมนต์ขลัง

“แอปเปิ้ล ยังเหนือกว่าคู่แข่งในด้านนวัตกรรมและความสามารถในการสร้างสิ่งมหัศจรรย์”

นี่คือคำพูดของทิมคุ้ก ซีอีโอของบริษัท แอปเปิ้ล ตอนตอบคำถามในงานสัมนาเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตของโกลด์แมน แซ็คส์ เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  นี่อาจเป็นครั้งแรกที่ แอปเปิ้ลให้สัมภาษณ์ในทำนอง “ปกป้อง” เกี่ยวกับอนาคตของบริษัทตัวเอง

ย้อนกลับไปตอนที่สตีฟ จ็อบส์ เพิ่งจากไป เป็นที่สงสัยกันทั่วไปว่า แอปเปิ้ลเมื่อปราศจากสตีฟ จ็อบส์แล้ว จะยังคงความเป็นบริษัทนวัตกรรมที่นำหน้าคู่แข่งต่อไปได้หรือไม่ ณ ขณะนั้น นักลงทุนต่างยังคงเชื่อมั่นแอปเปิ้ลกันอย่างเต็มเปี่ยม หลายคนเชื่อว่าแม้สตีฟจากไป แต่แผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทน่าจะถูกวางไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงคาดกันว่า แอปเปิ้ลน่าจะออกผลิตภัณฑ์ล้ำยุคต่อไปได้อีกสามถึงสี่ปีเป็นอย่างน้อย

ไม่น่าเชื่อว่า ผ่านไปเพียงหนึ่งปีเท่านั้น ทิมคุ้กกลับถูกตั้งคำถามจากผู้สื่อข่าวว่า แอปเปิ้ลถึงจุดอิ่มตัวและกำลังถูกคู่แข่งนำหน้าไปแล้วใช่หรือไม่

Continue reading

ส่งเสริมวิจัยสไตล์ทริดี้ ตอน 9: ก้าวที่ “หาย” ไป…

ประเทศไทยเคยฝันอยากจะเป็นประเทศในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ (NICs) แต่แล้ว เราก็ปล่อยให้รถไฟขบวนแล้วขบวนเล่าผ่านเราไป จากที่เราเคยคิดจะแข่งขันกับประเทศเกาหลีใต้และไต้หวัน เราก็ปล่อยให้มาเลเซียก้าวข้ามเราไป และตอนนี้เราเริ่มต้องมาแข่งขันกับเวียดนาม ต่อไป เราอาจจะต้องไปแข่งกับประเทศอื่นๆในกลุ่มอินโดจีนหากไม่มีการปรับปรุงขีดความสามารถของประเทศอย่างขนานใหญ่

ในตอนสุดท้ายนี้ ผมขอย้อนกลับไปยังคำถามที่เคยตั้งไว้ในตอนแรกของบทความชุดนี้ นั่นก็คือ ประเทศไทยมีงานวิจัยและพัฒนามากมาย แต่ทำไมเราถึงไม่ค่อยเห็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการวิจัยและพัฒนาของคนไทยในด้านโทรคมนาคม ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยยังไม่ได้ก้าวไปสู่การเป็น “ประเทศผู้ผลิต” ในกลุ่มผลิตภัณฑ์โทรคมนาคมหรือไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์แต่อย่างใด

ทุกวันนี้ ประเทศไทย ยังติดกับดักอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางหรือประเทศกำลังพัฒนา การที่จะนำประเทศไทยก้าวข้ามไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วได้นั้น ต้องเปลี่ยนจากประเทศที่ใช้แรงงานราคาถูก ไปเป็นประเทศที่อาศัยนวัตกรรม เป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัย “การวิจัยและพัฒนา” เท่านั้น

เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว เคยมีความพยายามมาแล้วครั้งหนึ่งในการผลักดันให้เกิดการวิจัยและพัฒนาเพื่อการผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม โดยมีข้อตกลงในการระดมทุนจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย การสื่อสารแห่งประเทศไทย และภาคเอกชนในขณะนั้นให้ได้ทุนวิจัยรวมประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาอุปกรณ์โทรคมนาคมขึ้นในประเทศ อย่างไรก็ตาม ความพยายามดังกล่าวต้องหยุดไปเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่

เมื่อเห็นว่าประเทศไทยได้ล้าหลังในการวิจัยและพัฒนามาเป็นเวลานาน ในการยกร่าง พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ปี พ.ศ. 2543 จึงได้กำหนดให้ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ มีหน้าที่ในการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมโทรคมนาคม และการพัฒนาบุคลากรโทรคมนาคม เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจขององค์กรกำกับดูแลด้านกิจการโทรคมนาคม และเป็นที่มาของการจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม หรือทริดี้ เพื่อเป็นเจ้าภาพหลักในเวลาต่อมา

Continue reading

ส่งเสริมวิจัยสไตล์ทริดี้ ตอน 8: สู่ฝัน…สร้าง”เถ้าแก่น้อยไอซีที”

ลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งของบริการโทรคมนาคมคือ การมีมาตรฐานระหว่างประเทศเป็นตัวกำหนดรูปแบบของการเชื่อมต่ออุปกรณ์ เพื่อให้ผู้ให้บริการสามารถให้บริการสื่อสารเชื่อมต่อกันได้อย่างมีคุณภาพ ด้วยเหตุนี้ บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ จึงต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐานสากลด้วยการวิจัยและพัฒนา แล้วผลักดันเทคโนโลยีของตนเองเข้าไปเป็นมาตรฐานสากลให้ได้ จึงจะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมในอดีต จึงเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีความเชื่อมโยงกับผู้ให้บริการในประเทศของตนอย่างเหนียวแน่น เช่น บริษัทเอทีแอนด์ที ซึ่งมี “เบลแล็บ” เป็นหน่วยงานวิจัยระดับโลกและมีบริษัทเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ของตนเองซึ่งภายหลังได้แตกออกมาเป็นบริษัท ลูเซ่นต์เทคโนโลยี

Continue reading

ส่งเสริมวิจัยสไตล์ทริดี้ ตอน 7: สนับสนุนแบบครบวงจร

คำถามที่ผมมักได้รับเสมอเมื่อตอนเริ่มงานทริดี้ใหม่ๆ คือ วันหนึ่ง เราจะมีโอกาสเห็นบริษัทของคนไทยเติบโตกลายเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของโลก อย่างหัวเหว่ยของจีนหรือโนเกียของฟินแลนด์หรือไม่

คำตอบของผมก็คือ คงเป็นเรื่องยาก แต่เหตุผลไม่ใช่เพราะว่า คนไทยไม่มีความสามารถ แต่โลกของธุรกิจการผลิตอุปกรณ์โทรคมนามได้เปลี่ยนไปแล้ว เราจึงไม่จำเป็นต้องเดินรอยตามบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านั้นอีกต่อไป

ผู้ผลิตที่เกิดขึ้นมาทีหลังอย่างประเทศจีน ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ ตั้งแต่การให้ผู้ให้บริการในประเทศต้องใช้ของที่ผลิตโดยบริษัทดังกล่าว และสนับสนุนการเปิดตลาดต่างประเทศผ่านกลไกของธนาคารเพื่อการส่งออกอีกหลายรูปแบบ

การสนับสนุนผู้ผลิตไทยให้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำโลกในอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม จึงเป็นเรื่องยาก แต่จากแนวโน้มเทคโนโลยีโทรคมนาคมและไอซีทีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ผลิตหันมาให้ความสำคัญด้านซอฟต์แวร์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และแม้จะเป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก แต่ก็สามารถสร้างโอกาสไปขายยังต่างประเทศได้โดยตรง

เป้าหมายที่เหมาะสมและเป็นไปได้สำหรับประเทศไทย จึงอยู่ที่การสร้าง “เถ้าแก่น้อย” ด้านไอซีที ที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

Continue reading

ส่งเสริมวิจัยสไตล์ทริดี้ ตอน 6: สร้างเวทีแลกเปลี่ยนความรู้

การอบรมสัมมนาเรื่อง OpNET ที่สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติ สิรินธร

สมัยนี้ ใครๆก็สามารถหาความรู้และติดตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีจากอินเทอร์เน็ตได้อย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือการหาโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ และความเห็นกับผู้ที่มีประสบการณ์ตรงและรู้จริงในเรื่องนั้นๆ มากกว่าเรา ถือเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ในการเปิดโลกทรรศน์ ให้ได้เรียนรู้และสร้างเสริมประสบการณ์โดยตรงจากแหล่งความรู้ที่มาจากหลากหลายมุมของโลก

โดยทั่วไป อาจารย์ในมหาวิทยาลัยต้องมุ่งเน้นงานสอนและงานวิจัย จึงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับนักศึกษาและการประชุมวิชาการระหว่างประเทศ มักจะไม่ค่อยมีโอกาสได้พบปะกับผู้ประกอบการจากภาคอุตสาหกรรม  ขณะเดียวกัน ผู้ที่อยู่ในธุรกิจอุตสาหกรรมก็มักจะไม่ได้รับทราบว่า ในมหาวิทยาลัยมีองค์ความรู้และผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีในด้านต่างๆอยู่ที่ใดบ้าง ซึ่งจุดนี้เองเป็นจุดอ่อนสำคัญที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ที่โลกของงานวิจัยกับโลกของธุรกิจยังไม่เคยได้มีโอกาสมาเจอกัน มาปรับตัวเข้าหากันเพื่อสร้างให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ

Continue reading