กสทช. กับการจัดสรรคลื่นความถี่ในกิจการโทรคมนาคม

การประมูลคลื่น 900 MHz เมื่อปลายปีที่ผ่านมา สร้างความประหลาดใจให้แก่วงการโทรคมนาคมเป็นอย่างมาก หลังการแข่งขันประมูลอย่างดุเดือดยาวนานถึง 4 วัน  ผลปรากฎว่า TRUE และ JAS ชนะการประมูลได้คลื่น 900 MHz ไปครอบครอง ด้วยมูลค่าการประมูลรวมกันสูงถึงกว่า 1.5 แสนล้านบาท กสทช. สรุปผลประมูลทันทีว่า การประมูลเป็นไปอย่างโปร่งใส มีการแข่งขัน และทำให้ได้เงินเข้ารัฐจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม โอกาสที่จะได้เห็นผู้เล่นรายใหม่อย่าง JAS เข้าสู่สมรภูมิ 4 จี เป็นอันต้องหมดไป เมื่อแจสทิ้งคลื่น ไม่ชำระเงินงวดแรกพร้อมวางหลักประกันภายในเวลาที่กำหนด หลังจากนั้น กสทช. ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อเรียกค่าเสียหายจากแจส และวางแผนประมูลคลื่นใหม่ โดยใช้ราคาตั้งต้นเท่ากับราคาที๋ JAS ประมูลได้ไป และไม่อนุญาตให้ TRUE ซึ่งได้คลื่นในย่าน 900 MHz ไปแล้วเข้าร่วมประมูลในรอบใหม่เพราะอาจเกิดการผูกขาดคลื่นในย่านดังกล่าว

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง AIS ยื่นข้อเสนอ ต่อ กสทช. ว่ายินดีจะรับ”เซ้ง” คลื่นต่อจาก JAS ในราคาที่แจสประมูลได้ไป  ซึ่ง TDRI เองก็ออกมาเห็นด้วยกับการที่จะให้ AIS ได้รับคลื่นต่อจาก JAS ไปโดยไม่ต้องประมูลหากไม่มีผู้สนใจรายอื่น  กสทช. ไม่ตัดสินใจในเรื่องนี้แต่ส่งเรื่องต่อให้รัฐบาล ในที่สุด คสช. ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งให้มีการจัดประมูลรอบใหม่ในวันที่ 27 พฤษภาคม โดยเริ่มที่ 75,654 ล้านบาท พร้อมกับให้ TRUE มีสิทธิเข้าร่วมประมูลด้วย

คำถามก็คือ เกิดอะไรขึ้นกับ กสทช. นักวิชาการ และผู้เกี่ยวข้อง ที่มีการเปลี่ยนแปลงแนวคิดในการจัดสรรคลื่น 900 MHz ไปมาอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น  ที่สำคัญกว่านั้น ทำไม กสทช.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ และนักวิชาการที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปสื่อด้วยการจัดตั้งองค์กรอิสระอย่าง กสทช. กลับต้องอาศัย “อำนาจพิเศษ” ในการจัดการแก้ปัญหาที่เกิดจากการประมูล อีกทั้งยังยอมรับการกำหนดเงื่อนไขและวิธีการในการจัดสรรคลื่นความถี่ที่ “ขัด” กับหลักเกณฑ์และหลักการทางวิชาการที่ตนเองได้วางไว้และยึดถือมาโดยตลอด  เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

พัฒนาการของบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่กับการจัดสรรคลื่นความถี่
Mobile Penetration

ก่อนจะกล่าวถึงการประมูลคลื่นความถี่ คงต้องย้อนกลับมาดูพัฒนาการของตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ ดังในภาพแสดงอัตราการเข้าถึงและอัตราการเติบโตของบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546-2558 จะเห็นว่า หลังตั้งคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ในปี 2547 มีการปรับเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็น 10 หลักในปี 2549 เป็นผลให้มีการเติบโตของบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเติมเงิน ซึ่งจำเป็นต้องกำหนดเลขหมายจำนวนมากไปพร้อมกับซิมเพื่อการจำหน่าย ต่อมา ในปี 2552 กทช. เริ่มให้มีบริการคงสิทธิเลขหมาย ซึ่งในขณะนั้นอัตราการเข้าถึงบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่สูงถึง 100% แล้ว การให้บริการคงสิทธิเลขหมายจึงไม่มีผลในการส่งเสริมการแข่งขันเพราะตลาดเริ่มอิ่มตัวแล้ว แต่กลายเป็นเพียงบริการเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคเท่านั้น

ภารกิจแรกของ กสทช. หลังการจัดตั้งในปี 2554 คือการจัดประมูลคลื่น 2100 MHz หรือที่เรียกว่าคลื่น 3G ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่การติดต่อสื่อสารข้อมูลผ่านโทรศัพท์แบบ smart phone เริ่มแพร่หลาย พร้อมๆกับการเติบโตของบริการบรอดแบนด์ อัตราการเข้าถึงบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่องจนสูงสุดที่ประมาณ 140% และมาลดลงอย่างมากในปี 2558 เนื่องจากการสิ้นสุดลงทะเบียนผู้ใช้บริการในระบบเติมเงิน ทำให้มีการยกเลิกเลขหมายผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก และในปี 2558 ที่เพิ่งผ่านมานี้ ก็เป็นปีที่ กสทช. จัดประมูลคลื่น 1800 และ 900 MHz

จะเห็นว่า การจัดสรรทรัพยากรโทรคมนาคมอันได้แก่ เลขหมายและคลื่นความถี่ เป็นมาตรการของหน่วยงานกำกับดูแลทั้ง กทช. และกสทช. ในการ “ปลดล็อค” ให้อุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ในด้านพัฒนาการทางเทคโนโลยีของโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น เทคโนโลยี 4G ซึ่งให้บริการรับส่งข้อมูลได้มากกว่า 100 Mbps นั้น ต้องการใช้คลื่นความถี่ในระดับอย่างน้อย 10 MHz โดยย่านความถี่หลักที่ใช้คือ 1800 MHz ส่วนเทคโนโลยี 5G ซึ่งความเร็วสูงมากกว่า 1 Gbps ต้องการปริมาณคลื่นความถี่ในระดับ 100 MHz ขึ้นไปโดยต้องใช้ย่านความถี่สูงหลายย่านความถี่รวมกัน เช่น 24-47, 37-52,  66-76, 81-86 GHz เป็นต้น

การประมูลคลื่นความถี่ที่ผ่านมา 

ในการจัดสรรคลื่นความถี่ด้วยวิธีการประมูลที่ผ่านมารวม 3 ครั้ง ได้ผลการประมูลดังแสดงในตาราง

Auction Result

โดยราคาที่ประมูลได้เมื่อคำนวณต่อ MHz แล้วแสดงได้ดังกราฟข้างล่าง

Auction Price

จะเห็นได้ว่า ในการประมูลคลื่น 2100 MHz เมื่อปี 2555 นั้น ราคาที่ประมูลได้ต่ำสุดเท่ากับราคาตั้งต้นคือ 450 ล้านบาท/MHz ทั้งนี้ เนื่องจากมีผู้เข้าแข่งขันประมูลเพียง 3 ราย ในขณะที่มีคลื่นรวม 2×45 MHz และประมูลเป็นบล็อกละ 5 MHz ผลที่ได้คือ AIS, DTAC และ TRUE ได้ไปคนละ 2×15 MHz จึงถือได้ว่า ไม่มีการแข่งขันในการประมูลจริง

ในการประมูลคลื่น 1800 MHz ในปี 2558 ได้ราคาประมูลต่ำสุด 1,326 ล้านบาท/MHz สูงกว่าราคาตั้งต้นที่กำหนดไว้ที่ 530 ลบ./MHz ถึงเกือบ 3 เท่าตัว โดยการประมูลครั้งนี้ มีผู้เข้าประมูล 4 ราย ในขณะที่มีคลื่นเพียง 2 บล็อกๆละ 2×15 MHz จึงมีการแข่งขันเพิ่มขึ้นกว่าครั้งประมูลคลื่น 2100 MHz

ส่วนการประมูลครั้งล่าสุด ย่าน 900 MHz ปลายปี 2558 ได้ราคาต่ำสุด 3,815 ล้านบาท/MHz สูงกว่าราคาตั้งต้นที่กำหนดไว้ 645 ลบ./MHz ถึงเกือบ 6 เท่า มีผู้เข้าประมูล 4 รายเท่ากับครั้งก่อนหน้า ถือว่ามีการแข่งขันมากที่สุด เนื่องจากมีผู้เล่นรายใหม่คือ JAS ที่สู้ราคาจนสามารถชนะรายใหญ่อย่าง AIS กับ DTAC ไปได้

ภายหลังการประมูล  ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ที่ครอบครองคลื่นความถี่มากที่สุดในขณะนี้คือ TRUE ซึ่งมีถึง 55 MHz รองลงมาคือ DTAC  50 MHz (แต่จะหมดอายุ 35 MHz ในปี 2561) และ AIS มี 30 MHz เมื่อพิจารณาจากความต้องการใช้คลื่นความถี่สำหรับเทคโนโลยี 5G  ผู้ให้บริการทั้งหลายต่างก็มุ่งหวังที่จะสะสมคลื่นความถี่ให้เพียงพอต่อการให้บริการในอนาคต

Mobile Operator Spectrum

ผลต่อการแข่งขันและผู้บริโภค

สิ่งที่สำคัญที่ กสทช. ต้องพิจารณาคือ การจัดสรรคลื่นความถี่ได้ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันและผู้บริโภคในตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายหลังการประมูลอย่างไร

ผลที่ทราบกันดีอยู่แล้วคือ ไม่มีผู้ให้บริการรายใหม่เกิดขึ้นจากการประมูลทั้ง 3 รอบ  โดยในการประมูลคลื่น 900 MHz ผู้ที่มีศักยภาพมากที่สุดที่จะเข้ามาเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหม่ คือ JAS ซึ่งเป็นผู้ให้บริการบรอดแบนด์ทางสายอยู่แล้ว และได้เป็นผู้ชนะการประมูล ส่วนผู้ให้บริการเดิมที่พลาดโอกาสครอบครองคลื่น 900 MHz ต่างก็มีการออกโปรโมชั่นเพื่อเตรียมรับคู่แข่งรายใหม่ในทันที เป็นที่น่าเสียดายที่ JAS ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้ในที่สุด การแข่งขันในตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่จึงคงจำกัดอยู่กับ 3 รายใหญ่เช่นเดิม

สำหรับผลต่อผู้บริโภคในเรื่องราคานั้น

  • เดิม กทช. ออกประกาศ กทช. เรื่อง อัตราขั้นสูงของค่าบริการและการเรียกเก็บเงินค่าบริการล่วงหน้าในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 ระบุ
    • ผู้รับใบอนุญาต หมายถึง ผู้รับใบอนุญาต ตาม กม.ประกอบกิจการโทรคมนาคม
  • 3 เมษายน 2555 (ก่อนการประมูลคลื่น 3G) กสทช. ออกประกาศ กสทช. เรื่อง อัตราขั้นสูงของค่าบริการโทรคมนาคมสำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทเสียงภายในประเทศ พ.ศ. 2555 จำกัดนิยามของผู้รับใบอนุญาตลงโดยระบุ
    • ผู้รับใบอนุญาต หมายถึง ผู้รับใบอนุญาต แบบที่ 3 รวมผู้รับสัมปทาน ที่ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทเสียงภายในประเทศ ย่านความถี่ 800, 900 และ 1,800 MHz และ  เป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ตามประกาศ กทช.  โดยกำหนดให้เรียกเก็บได้ไม่เกินอัตรา 99 สตางค์ต่อนาที

ผลคือ การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ย่านความถี่ 2100 MHz จึงไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลราคาของ กสทช.

นอกจากนี้ ในเรื่องการกำหนดผู้มีอำนาจเหนือตลาดอย่างมีนัยสำคัญนั้น

  • เดิม กทช. ออกคำสั่ง กทช. ที่ 32/2553 กำหนดให้ผู้มีอำนาจเหนือตลาดอย่างมีนัยสำคัญในบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ คือ AIS และ DTAC
  • 22 กันยายน 2558 (ก่อนการประมูลคลื่น 1800 MHz) กสทช. ได้ออกคำสั่ง กสทช. ที่ 01/2558 ปรากฎว่า ไม่มีผู้มีอำนาจเหนือตลาดอย่างมีนัยสำคัญแม้แต่รายเดียว ในตลาดบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีผู้รับใบอนุญาตบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใดอยู่ภายใต้การกำกับดูแลราคาตามประกาศอัตราขั้นสูง พ.ศ. 2555 แม้แต่รายเดียว

ภายหลังจากการประมูลคลื่น 3G 2100 MHz  กสทช. ได้ กำหนดเงื่อนไขใบอนุญาตให้ผู้ให้บริการลดอัตราค่าบริการเฉลี่ยลง 15% จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณอัตราค่าบริการเฉลี่ยโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยการนำค่าบริการในทุกรายการส่งเสริมการขายมาหาค่าเฉลี่ย  การคำนวณในลักษณะนี้ ไม่มีผลในการกำกับดูแลราคาอย่างแท้จริง เปรียบเสมือนหาราคาอาหารเฉลี่ยของร้านอาหารโดยนำราคาจากทุกรายการในรายการอาหารของร้านนั้นมาคำนวณเป็นราคาเฉลี่ย โดยไม่คำนึงถึงว่าเป็นรายการที่นิยมบริโภคมากหรือน้อยเพียงใด ย่อมไม่เป็นตัวแทนที่เหมาะสมในการกำกับดูแลราคาแต่อย่างใด

ในด้านการให้บริการอย่างทั่วถึงนั้น แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร IT2020 กำหนดเป้าหมายให้ Broadband Internet ครอบคลุมร้อยละ 95 ของประชากร และประชาชนร้อยละ 75 เข้าถึงอินเทอร์เน็ตภายในปี 2020 สอดคล้องกับแผนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคที่ตั้งเป้าหมายให้ประชาชนร้อยละ 75 มีทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์ภายใน 5 ปี

กทช. เคยสำรวจความครอบคลุมของโครงข่ายที่ให้บริการในระบบ 2G พบว่า ครอบคลุมถึงร้อยละ 93 ของประชากร  อย่างไรก็ตาม กสทช. กำหนดเงื่อนไขใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ดังนี้

  • 2100 MHz ให้สร้างโครงข่ายครอบคลุมประชากร 50% ภายใน 2 ปี และ 80% ภายใน 4 ปี
  • 1800 MHz ให้สร้างโครงข่ายครอบคลุมประชากร 40% ภายใน 4 ปี และ 50% ภายใน 8 ปี
  • 900 MHz ให้สร้างโครงข่ายครอบคลุมประชากร 50% ภายใน 4 ปี และ 80% ภายใน 8 ปี

จะเห็นได้ว่า กสทช. กำหนดเป้าหมายความครอบคลุมโครงข่ายน้อยกว่าสิ่งที่ผู้ให้บริการรายเดิมทำได้อยู่แล้วในระบบ 2G และต่ำกว่าเป้าหมายตามนโยบายของรัฐบาล

ประเมินผลการจัดประมูลคลื่นความถี่

กสทช. กำหนดวัตถุประสงค์ของการประมูลเรียงตามลำดับความสำคัญดังต่อไปนี้

  1. เพื่อการจัดสรรคลื่นความถี่อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนส่วนรวม
  2. เพื่อส่งเสริมการแข่งขันในตลาด การปรับปรุงคุณภาพบริการ และการลดต้นทุนในการให้บริการ เพื่อประโยชน์ต่อผู้บริโภคโดยรวม
  3. เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการประมูล ทั้งนี้ เพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับผลของการประมูล
  4. เพื่อการพัฒนาตลาดโทรคมนาคมในประเทศ ซึ่งรวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการให้บริการ
  5. การแสวงหารายได้เข้ารัฐ รายได้อันเกิดจากการประมูลซึ่งมีมูลค่าสมเหตุสมผลอันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อรัฐ

ในการประเมินผลการประมูลคลื่นความถี่ในแต่ละครั้ง จึงดูจากระดับในการบรรลุวัตถุประสงค์แยกเป็น ระดับการบรรลุวัตถุประสงค์ส่วนใหญ่ บางส่วน และ ยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ ดังแสดงในตารางประกอบ

NBTC Auction Result Assessment

ในการประมูลครั้งแรก กสทช. มุ่งน้ำหนักไปที่การจัดการประมูลให้สำเร็จ สร้างความโปร่งใสและการยอมรับในผลของการประมูล แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการหารายได้เข้ารัฐ แม้จะมีเสียงวิพากษ์จากนักวิชาการว่า กสทช. กำหนดราคาตั้งต้นประมูลต่ำเกินไปเพราะต่ำกว่ามูลค่าคลื่นและไม่เกิดการแข่งขันในการประมูล

ในการประมูลครั้งล่าสุด ไม่สามารถจัดสรรคลื่นได้ 1 ย่านความถี่จึงถือว่ายังไม่สำเร็จ ในขณะที่ กสทช. กลับเน้นว่าจะหารายได้เข้ารัฐจำนวนมากจากราคาประมูลที่สูงอันเป็นผลจากการแข่งขันในการประมูล

สรุปการประมูลที่ผ่านมา

  • ไม่มีเป้าหมายชัดเจน ในการประมูลแต่ละครั้งมีเป้าหมายไม่แน่นอน ตามแต่กระแสสังคมในขณะนั้น
  • ไม่ได้เพิ่มระดับการแข่งขันในตลาด หากแต่ยังรักษาสมดุลของการแข่งขันโดยผู้ประกอบการรายเดิม ไม่ได้เพิ่มผู้ให้บริการรายใหม่ ทั้งๆที่หาก กสทช.ตั้งใจจะให้เกิดผู้ให้บริการรายใหม่อย่างแท้จริงแล้ว ควรจะมีการ set aside หรือกำหนดย่านความถี่เฉพาะให้สำหรับผู้ให้บริการรายใหม่เข้าประมูลเท่านั้น นอกจากนี้ ในเงื่อนไขใบอนุญาตที่กำหนดให้สำรองคลื่นสำหรับผู้ให้บริการบนโครงข่ายเสมือน (MVNO) นั้น ก็ไม่เกิดผู้ให้บริการจริงในทางปฏิบัติ
  • ไม่ได้กำกับดูแลการลดราคาให้ผู้บริโภคอย่างแท้จริง เนื่องจากอัตราค่าบริการเฉลี่ยไม่มีผลในการลดราคาจริง และยิ่งไปกว่านั้น กสทช. ยังไม่มีการกำกับราคาบริการสื่อสารข้อมูล
  • บริการยังไม่ทั่วถึง เนื่องจาก กสทช. กำหนดเงื่อนไขใบอนุญาตน้อยกว่าความเป็นจริง ในขณะเดียวกัน กสทช. ก็ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากกองทุน USO ให้เกิดผลอย่างจริงจัง

 

สรุปการจัดสรรคลื่นความถี่ของ กสทช.

  • ไม่ทันการ
    • ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี 3G, 4G
    • ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด เนื่องจากไม่มีการประมูลคลื่นความถี่ก่อนสัมปทานสิ้นสุด
  • ไม่สมดุลต่อผู้มีส่วนได้เสีย
    • เน้นประโยชน์ของผู้ให้บริการเดิมเป็นหลัก ไม่มีการ set aside เพื่อให้โอกาสผู้ให้บริการรายใหม่
    • ผู้บริโภคยังไม่ได้ประโยชน์จากการแข่งขัน แต่กลับได้รับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านหลังสัมปทานสิ้นสุด
  • ไม่มีการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต
    • ยังติดกับการแก้ปัญหาจากอดีตซึ่งยังไม่สำเร็จ เช่น กรณีสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน
    • ไม่มีการจัดทำ spectrum availability roadmap ซึ่งจะระบุว่ามีคลื่นความถี่ในย่านใดพร้อมนำออกมาประมูลเพื่อให้บริการได้ในปีใดบ้าง
    • ยังไม่มีการเตรียมพร้อมสำหรับการรองรับอนาคต 5G, IoT (Internet of Things)
  • ไม่สร้างระบบที่เข้มแข็ง
    • พึ่งมาตรการชั่วคราวที่ขัดกับหลักการความเป็นองค์กรอิสระและแนวทางที่ดำเนินการมาทั้งหมด

ความท้าทายในอนาคต

สิ่งที่ กสทช. ยังไม่ได้ดำเนินการตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาคือ การกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนในการถือครองคลื่นความถี่ ที่อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งหน่วยงานของรัฐ และดำเนินการเรียกคืนคลื่นความถี่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์กลับมาจัดสรรใหม่ อันเป็นภารกิจสำคัญ ของ กสทช. ที่กำหนดไว้ในพรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ

สำหรับความท้าทายในอนาคตเกี่ยวกับการจัดสรรคลื่นความถี่ คือ

  1. ความต้องการคลื่นความถี่ในอนาคต เพื่อรองรับบริการ 5G และ Internet of Things ซึ่งต้องมีการจัดสรรคลื่นในย่าน Coverage Bands: 700 MHz band, L-band, sub-700 MHz และในย่าน Capacity Bands: C-Band (3.3-3.4 GHz) และย่านความถี่สูงอื่นๆ
  2. ความไม่แน่นอนขององค์กร กสทช. และการจัดสรรคลื่นความถี่ด้วยวิธีการประมูล อันเนื่องมาจากการแก้ไข ยกร่างพรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฉบับใหม่ของรัฐบาล

 

ข้อเสนอต่อ กสทช.

  • ให้ กสทช. กำหนดในเงื่อนไขใบอนุญาตให้ผู้ได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ในย่าน 900 MHz หรือ coverage band อื่นๆ ในอนาคต ขยายโครงข่ายการให้บริการ ครอบคลุมไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของประชากรภายใน 4 ปี เพื่อลดภาระการนำเงินกองทุน USO มาอุดหนุนการให้บริการอย่างทั่วถึง
  • เร่งประมูลคลื่นความถี่ย่าน 850 และ 1800 MHz ก่อนหมดอายุสัมปทานในปี 2561 เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่เคยเกิดมาแล้วถึง 2 ครั้ง ในด้านความต่อเนื่องในการให้บริการอันส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคและการแข่งขันในตลาด
  • เร่งรัดการคืนคลื่นความถี่และจัดสรรใหม่ทั้งระบบ อันเป็นภารกิจหลักตาม พรบ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ที่ กสทช. ยังไม่ได้ดำเนินการ
  • จัดทำ Spectrum Availability Roadmap เพื่อให้อุตสาหกรรมสามารถวางแผนการให้บริการในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • วางระบบการกำกับดูแลบนพื้นฐานของความเป็นองค์กรอิสระ เพื่อส่งเสริมการแข่งขันเสรีอย่างเป็นธรรมและประโยชน์ของผู้บริโภค
    • กำกับดูแลราคาให้มีประสิทธิผลโดยนำระบบตะกร้าราคามาใช้อย่างตรงตามหลักปฏิบัติสากล
    • กำกับดูแลคุณภาพและการคุ้มครองผู้บริโภคด้วยมาตรการเชิงรุกที่ได้ผล

 

หมายเหตุ: สรุปจากการร่วมเสวนาในหัวข้อ กสทช. กับการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม ในงานขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ NBTC Policy Watch: 5 ปี กสทช. กับ อนาคตการสื่อสารไทย เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2559  ณ โรงแรมสุโกศล

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s